วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554

คุณวาดแผนอนาคตไว้อย่างไร ?


คุณวาดแผนอนาคตไว้อย่างไร ?

ลองดูสถิติของคนทำงาน ที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 ปี จนเกษียณเมื่ออายุ 65 ปี
1 %
มีฐานะร่ำรวย
4 %
มีเงินเพียงพอเมื่อยามเกษียณ
3 %
ยังคงต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง
63 %
เป็นภาระของสังคม, ครอบครัว, ลูกหลาน, มูลนิธิ เป็นต้น
29 %
เสียชีวิต ตามสถิตินี้ แสดงให้เห็นว่ามีเพียง 1 - 5% เท่านั้น ที่สามารถเรียกได้ว่า ประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอนคนเหล่านี้ จะต้องมีการวางแผนอนาคตที่ดี แล้วคุณล่ะ...วางแผนอนาคตไว้อย่างไร?
คุณมีเงินเก็บมากน้อยแค่ไหนในปีที่แล้ว....แล้วใน 5 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร....คาดได้เลยว่าอีก 5 ปีข้างหน้า เงินเก็บของคุณก็ยังคงเหมือนเดิม .... เว้นแต่ว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำอยู่เสียก่อน...
คุณจิม โรห์น (Jim Rohn) นักปรัชญาชาวอเมริกัน เคยได้กล่าวไว้ว่า
เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ได้ แต่เราสามารถทำให้สิ่งต่างๆ รอบตัวเปลี่ยนได้ ดังนั้นถ้าหากเราต้องการให้สิ่งต่างๆ รอบตัวเปลี่ยนแปลง จงเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียก่อน

เครื่องหมาย อ.ย กับเลขทะเบียนยา ต่างกันอย่างไร

เครื่องหมาย อ.ย กับเลขทะเบียนยา ต่างกันอย่างไร
เมื่อเราจะซื้ออาหาร ยา หรือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพเรามักจะถามหาเครื่องหมาย อ.ย. กัน
เครื่องหมาย อ.ย. ในความเข้าใจของผู้บริโภค คือ เครื่องหมายที่รับรองความปลอดภัยว่า สิ่งที่เราจะบริโภคได้รับการตรวจสอบแล้วว่า มีความปลอดภัยในการใช้
ซึ่งผู้บริโภคมักเข้าใจว่า คือเครื่องหมาย ที่มีอักษร อย แล้วตามด้วย ตัวเลยในกรอบสี่เหลื่ยมขนมเปียกปูน 13 หลัก ดังรูปข้างล่าง
ใช้สำหรับทุกผลิตภัณฑ์ แต่จริงๆ แล้ว เราจะเห็นสัญลักษณ์ เช่นนี้ เป็นสัญลักษณ์ ที่สำนักกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารสุข ออกให้แก่ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่มีภาชนะบรรจุปิดสนิทตัวอย่างอาหารเช่น ขนม นม น้ำดื่มเป็นต้น
ส่วนยา จะไม่มีสัญลักษณ์ อ.ย. รูปแบบนี้ แต่จะเป็นอักษร ว่า " ทะเบียนยาเลขที่ " แทน แล้วตามด้วยกลุ่มอักษรและตัวเลขของทะเบียนยาตัวนั้นๆ เช่น ทะเบียนยาของสมุนไพร จะขี้นต้นด้วยตัวอักษร G และตัวเลขตาม
แล้วทำไมสมุนไพรบางตัวจึงเห็นเป็นเครื่องหมาย อ.ย. เหมือนในอาหาร
อันนี้แสดงว่า สมุนไพรตัวนั้นขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร ไม่สามารถอวดอ้างสรรพคุณทางยาได้ เช่น เครื่องดื่มเก็กฮวย เป็นต้น
ส่วนเครื่องสำอาง ก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

·               เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ เช่น น้ำยาดัดผม ยาสีฟัน เป็นต้น เครื่องสำอางประเภทนี้เรายังเห็นเครื่องหมาย อ.ย. ได้อยู่บ้าง เนื่องจากอย.ยังคงผ่อนผันให้ผู้ประกอบการรายเดิมใช้ฉลากที่มีเครื่องหมาย อย. ได้จนถึง 31 ธันวาคม 2553 นี้
·               เครื่องสำอางควบคุม คือ เครื่องสำอางทุกชนิด ในส่วนนี้ จะใช้เป็น " เลขที่จดแจ้ง" ซึ่งจะแสดงบนฉลากหรือไม่ก็ได้
โดยสรุป
เมื่อเลือกซื้ออาหารและยา ควรดูการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นส่วนประกอบหนึ่งในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ โดย
·               อาหาร ให้ดูเครื่องหมาย อ.ย. ดังรูปข้างบน
·               ยา ให้ ดูที่ เลขทะเบียนยา

ความแตกต่างระหว่างระบบ MLM และระบบปิรามิด

มาดูรูปแบบของปิรามิด หรือ แชร์ลูกโซ่ ก่อนครับว่าลักษณะเป็นอย่างไร
1. ค่าธรรมเนียมการสมัครสูง ผู้สมัครจะถูกหลอกให้จ่ายค่าฝึกอบรมและซื้อสินค้าเกินความต้องการและจะไม่ยอมคืนค่าสมัคร หรือค่าผลิตภัณฑ์ให้
2.ไม่สนใจที่จะขายสินค้าคุณภาพ ดังนั้น สินค้าส่วนใหญ่จะมีคุณภาพต่ำ ผลกำไรของระบบปิระมิดจะมาจากการรับสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งจะถูกบังคับให้ซื้อสินค้าที่มีราคาสูงเป็นจำนวนมาก
3. ไม่มีนโยบายรับซื้อสินค้ากลับคืนจากนักขายเพราะอาจทำให้ระบบปิระมิดล้มทลายลงได้
4. ร่ำรวยในระยะเวลาอันรวดเร็วบนความทุกข์ของผู้อื่น โดยผู้เข้าร่วมจำนวนมากที่ฐานของปิระมิดจะเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่คนไม่กี่คนที่อยู่ในระดับจุดยอดของปิระมิด ซึ่งธุรกิจรูปแบบนี้ไม่สามารถอยู่ได้ยาวนาน
5. สามารถซื้อตำแหน่งที่อยู่ในระบบได้
6. ระบบนี้จะไม่เน้นการขายสินค้าให้กับผู้บริโภค แต่ผลกำไรจะมาจากสมาชิกที่สมัครใหม่ซึ่งจะต้องซื้อสินค้าเพื่อกักตุน มิใช่เพราะสินค้ามีประโยชน์ หรือคุ้มค่าคุ้มราคา แต่ถูกบังคับให้ซื้อตามระบบ สมาชิกใหม่จะต้องแบกรับภาระกับสินค้าที่ตนขายไม่ได้ และเมื่อระบบปิระมิดนี้ล้มทลายลง ก็จะไม่ได้รับเงินลงทุนกลับคืนมาเลย
7. ฉ้อฉลหลอกลวงให้คนเข้ามาในระบบ
8. ผู้เข้าร่วมจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการสมัครสูง หรือจ่ายค่าสินค้าซึ่งถูกบังคับให้ซื้อในตอนที่สมัคร
9. เน้นการรับสมัครสมาชิกใหม่เป็นหลัก โดยไม่สนใจการขายสินค้าและการบริการหลังการขาย แก่ลูกค้า
10. เป็นระบบที่ผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกาหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งเอเชีย

คราวนี้มาดูความแตกต่างระหว่างระบบ MLM และระบบปิรามิด บ้างครับเนื่องจากรูปแบบของระบบปิระมิด หรือแชร์ลูกโซ่อาจมีความใกล้เคียงกับลักษณะบางประการของการขายตรงระบบการตลาดหลายชั้น (MLM) จึงขอให้พิจารณาถึงความแตกต่างระหว่างระบบทั้งสองที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน

  • เงินลงทุนและค่าธรรมเนียมในการเริ่มต้นธุรกิจต่ำ เพียงจ่ายเงินค่าสมัครเพื่อรับคู่มือความรู้ เอกสารฝึกอบรม และผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเท่านั้น หากต้องการลาออก บริษัทต้นสังกัดก็ยินดีคืนเงินค่าสมัคร และค่าผลิตภัณฑ์ที่ได้ซื้อไปเต็มจำนวนด้วย



  • จำหน่ายผลิตภัณฑ์หลากชนิดที่มีคุณภาพสูง ยอดขายจะมาจากการจำหน่ายสินค้า ได้ซ้ำหลายครั้ง และความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ดังนั้นบริษัทจะทุ่มเทเงิน ลงทุนเพื่อการวิจัย ค้นคว้าและพัฒนา คุณภาพของสินค้า



  • รับประกันคุณภาพและความพอใจในตัวสินค้า ลูกค้าสามารถเปลี่ยนหรือคืนสินค้าได้หากไม่พึงพอใจภายในระยะเวลาที่กำหนด



  • ตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจในระยะยาวเป็นสำคัญ เพราะ บริษัทต้องมีความรับผิดชอบต่อนักขาย ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง



  • การจ่ายผลประโยชน์ รายได้ และตำแหน่งขึ้นอยู่กับการทำงานของนักขาย นั่นหมายถึง รายได้จะมาจากยอดขายที่ขายสินค้าได้



  • การก่อตั้งธุรกิจขึ้นอยู่กับการขายสินค้าคุณภาพ ซึ่งคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป และบริษัทจะให้ความสนใจในการขยายตลาดให้กว้างออกไป



  • มีนักขายอิสระที่อาศัยการขายสินค้าเพื่อสร้างรายได้



  • มีกฎระเบียบที่เข้มงวดในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะมีข้อห้ามมิให้นักขายกักตุนสินค้า



  • นักขายจะเน้นในเรื่องการขายสินค้าและการให้บริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง



  • เป็นการขายสินค้าอีกรูปแบบหนึ่งนอกเหนือจากการขายตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีก และเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งผู้บริโภค นักขาย และบริษัทขายตรงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย



      ดูๆ ไปแล้วโครงสร้างของอาชีพในปัจจุบันก็เข้าข่ายปิรามิดเหมือนกันนะครับ ดังรูปด้านบน เช่น
     คนเข้าทำงานก่อนมักมีเงินเดือนและตำแหน่งสูงกว่าคนมาทีหลัง ทั้งที่คนมาทีหลังอาจทำงานเก่งกว่าหรือทำเยอะกว่าด้วยซ้ำไป แต่ไม่สามารถแซงคนที่มาก่อนได้ หรือแซงได้แต่ยากมากๆ
  • ที่มาของรายได้ในธุรกิจเครือข่าย

      หลายคนอาจเคยได้ยินมีคนมาพูดว่าทำธุรกิจเครือข่ายแล้วมีรายได้เป็นแสน เป็นล้านต่อเดือน คงเกิดความสงสัยอยู่แล้วว่าบริษัทจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายเยอะขนาดนั้น จ่ายจริงหรือเปล่า
       คงต้องย้อนกลับไปดูการตลาดแบบเก่าครับว่าค่าการตลาดที่ผู้บริโภคไม่รู้มีลักษณะโครงสร้างเป็นยังไง ค่อยมาดูโครงสร้างการตลาดแบบใหม่ แล้วจะรู้ว่าเค้าเอาเงินจากไหนมาจ่ายเยอะขนาดนั้น


    ดูจากรูปด้านบนก่อนนะครับ จะเป็นการตลาดแบบเก่าที่เราคุ้นเคยกันดี
     สินค้าที่เราซื้อมา 100% สมมติว่าราคา 100 บาท
    ต้นทุน+กำไรจากโรงงานจะอยู่ที่ 40 บาท หรือ 40%
    อีก 60 บาท หรือ 60% จะไปตกอยู่กับคนกลาง ซึ่งก็คือ การโฆษณาสินค้า ธุรกิจค้าส่ง ธุรกิจค้าปลีก
    โดยเราในฐานะผู้บริโภคต้องจ่าย 100 บาท หรือ 100% เต็ม



    แต่การตลาดแบบใหม่ (ดูจากรูปด้านล่าง) จะเห็นว่า คนกลางจะถูกตัดออกจากระบบ สังเกตุง่ายๆ ครับ สินค้าจะไม่มีโฆษณาทางโทรทัศน์ ซึ่งถ้าไม่มีโฆษณาโทรทัศน์ นั่นก็แปลว่า ไม่มีค่าเช่าสัญญาณดาวเทียม (คิดเป็นวินาที หลักแสนบาทขึ้นไป ถ้าเป็นช่วงเลิกงาน เลิกเรียน วันหยุด ค่าเช่าช่องสัญญาณจะแพงเป็นเท่าตัว) ไม่มีค่าตัวดารา และก็ไม่มีค่าจ้างทำโฆษณา สินค้าไม่มีขายในห้างสรรพสินค้า หรือไม่มีแม้กระทั่งร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ

    จากโครงสร้างนี้ สินค้าที่เราซื้อมา 100% สมมติว่าราคา 100 บาท
    ต้นทุน+กำไรจากโรงงานจะอยู่ที่ 40 บาท หรือ 40%
    โดยเราในฐานะผู้บริโภคต้องจ่าย 100 บาท หรือ 100% เต็ม เช่นกัน

    ความแตกต่างอยู่ที่ เงิน 60 บาท หรือสัดส่วน 60% ที่ตัดออกจากคนกลาง
    บริษัทจะนำมาทำเป็นเงินปันผลให้กับนักธุรกิจเครือข่ายตามแผนการตลาดที่บริษัทกำหนด
     ถือว่าเป็นค่าโฆษณา หรือค่าลิขสิทธิ์แทนครับ
    ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลมากๆ ครับ ถ้าคนใต้องค์กรของเรามียอดซื้อกินซื้อใช้ 50 ล้านบาท
    ทำไมบริษัทจะจ่ายโบนัสเป็นแสน เป็นล้านให้เราไม่ได้...










    2. แบบ Passive Income คือ รายได้ที่ไม่จำเป็นต้องทำงานก็มีรายได้ หยุดทำงาน แต่รายได้ไม่หยุด
    มักจะพบในบางอาชีพเท่านั้น เช่น ให้เช่าหอพัก คอนโด, อสังหาริมทรัพย์, ลิขสิทธิ์ทางปัญญา, แฟรนไชน์ ธุรกิจเครือข่าย
     












    ธุรกิจเหล่านี้ แน่นอนว่าต้องมีการลงทุนที่สูง เช่น 7-11 ยังไงก็ลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 ล้าน ให้เช่าหอพักหรือคอนโดก็ลงทุนหลายล้าน คงไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นแน่ๆ

      ทีนี้มาดูธุรกิจเครือข่ายกันดีกว่า ลงทุนสมัครเป็นสมาชิกไม่เกิน 300 บาท ทำงานสร้างกลุ่มผู้ใช้สินค้า ใช้ระยะเวลาสร้างไม่เกิน 2 ปีสำหรับรายได้หลักหมื่นต่อเดือน สำหรับคนขี้เกียจ แต่ถ้าคนขยัน มุมานะ ไม่กี่เดือนก็ทำได้แล้ว
       ข้อดีอีกอย่างคือ เครือข่ายสามารถขยายเองได้ ถ้าเทียบกับตึกหรือคอนโดแล้วไม่สามารถขยายชั้น หรือขยายห้องเองได้ จะขยายได้ก็ต้องลงทุนเพิ่ม

    รูปแบบของรายได้แบ่งเป็น 2 รูปแบบ
    1. แบบ Active Income คือ รายได้ที่ต้องทำงานเท่านั้นถึงจะมีรายได้ ถ้าหยุดทำงาน รายได้ก็หยุดตามไปด้วย
    มักจะพบในอาชีพ มนุษย์เงินเดือน และ คนหาเช้ากินค่ำ ที่ต้องเอาแรงกายและเวลาเข้าแลก ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่

    ทำไมต้องทำธุรกิจเครือข่าย

    ถามตัวเองดูครับว่า งานที่ทำปัจจุบันมั่นคงแค่ไหน หากเราไม่สามารถทำงานได้เกิน 3 เดือน เค้าจะยังจ้างเราอยู่มั้ย? รายได้ที่เข้ามา เราเป็นสาเหตุของรายได้รึเปล่า?
    แล้วถ้าเกิดเราซึ่งเป็นสาเหตุของรายได้ ไม่สามารถทำงานหาเงินได้ ใครจะเดือดร้อน?


      ถ้าทำเครือข่ายแล้วสามารถสร้างกระเป๋าสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินจะดีกว่ามั้ยครับ ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเราจะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีสาเหตุจำเป็นต้องใช้เงินเมื่อไหร่ บางทีอาจจะไม่ใช่เราก็ได้ที่ต้องใช้เงิน แต่มันอาจจะเป็น พ่อ แม่ ภรรยา ลูก ญาติ หรือเพื่อนๆ เรา
      คิดแล้วก็กลัวครับ ถ้ามันเกิดขึ้นพรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ จะหาเงินที่ไหนทัน ทำตั้งแต่วันนี้ เล็กๆ น้อยๆ ก็ค่อยทำไปครับ กำแพงเมืองจีนที่ว่ายาวๆ ก็ยังต้องใช้หินทีละก้อนมาเรียงกันถึงจะยาวขนาดนั้นได้

    ผมยังเชื่อเสมอว่า ผลลัพธ์ของอนาคต เกิดจากการกระทำในปัจจุบัน
                               ผลลัพธ์ในปัจจุบัน ก็เกิดจากการกระทำในอดีต

    ดังนั้นถ้าอยากเปลี่ยนผลลัพธ์ในอนาคต วิธีการคือต้องเปลี่ยนการกระทำในวันนี้
    การเดินออกไปจากองศาที่ต่างจากคนอื่น ทิศปลายทางก็ย่อมเปลี่ยน...

    โจทย์ชีวิต ลิขิตอนาคต

    เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า เราทำงานเพื่ออะไร? แล้วงานที่ทำจะพาเราไปไหน?
       หลายคนเรียนจบมา ตั้งเข็มทิศไว้เลยว่าจะต้องทำงานประจำ จนกว่าจะอายุ 60 ปี หลังจากนั้นค่อยใช้ชีวิตตามต้องการ
       คำถามคือ แล้วถ้าเกิดอายุ 60 ปีแล้วยังไม่มีเงินใช้ หรือมีหนี้ติดตัว จะทำยังไง ในเมื่อสังขารร่างกายเริ่มถดถอย
    มองภาพอนาคตตัวคุณเองถึงคนแก่ๆ แล้วยังต้องดิ้นรนหางานทำ เพื่อเอาเงินมาหล่อเลี้ยงครอบครัว มันจะไหวหรือ?

      ผมอยากจะเปรียบเทียบระหว่างการทำงานประจำ กับ การทำงานเครือข่ายตามรูปด้านล่างนะครับ

    ถ้าเฉลี่ยคนไทยมีอายุ 65 ปี และเรียนจบปริญญาตรี อายุประมาณ 20 ปี ต้นทุนชีวิตเท่ากันนะครับ

     คนนึงทำงานประจำไปเรื่อยๆ จนเกษียณอายุที่ 60 ปี
    สรุป ใช้ชีวิตไปกับการทำงาน 40 ปี เหลือ 5 ปีไว้ใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ แล้วยังไม่รู้เลยว่าชีวิตต่อไปจะอยู่ยังไง ถ้าไม่มีเงินเหลือใช้ตอนแก่

    กับอีกคนนึงเรียนจบมา หันไปทำเครือข่ายซัก 5 ปี แล้วจากนั้นเครือข่ายทำงานแทนเรา
    สรุป ใช้ชีวิตไปกับการทำงาน 5 ปี ที่เหลืออีก 40 ปี คือกำไรชีวิตล้วนๆ ใช่หรือไม่?

    แล้วเราจะปล่อยให้ตัวเองทำงานทั้งชีวิต เพียงแค่ต้องการเงินมาใช้แบบเดือนต่อเดือนเท่านั้น
    หรือ ใช้เวลาเพียงบางช่วงของชีวิตทำงานสร้างเครือข่าย จากนั้นให้เครือข่ายที่สร้างเลี้ยงเราทั้งชีวิต

    คุณต้องการมีชีวิตแบบไหนครับ ผมเชื่อว่าทุกคนเลือกได้

    งานประจำ VS งานเครือข่าย

    ลองเปรียบเทียบกันดูนะครับ บางทีอาจมองเห็นอะไรบางอย่างที่เคยมองข้าม